สวทช. ดันงานวิจัย เสริมแกร่งภาคใต้ ในงาน “สวทช.– วิทย์สัญจร” จ.สงขลา


สวทช. ดันงานวิจัย เสริมแกร่งภาคใต้ ในงาน “สวทช.– วิทย์สัญจร” จ.สงขลา

กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดย สวทช. เดินหน้านำผลงานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) ใช้ได้จริง เสริมความเข้มแข็งให้กับกลุ่มธุรกิจและชุมชนภาคใต้ พร้อมมอบโล่เชิดชูเกียรติแก่บุคคลที่นำ วทน. ไปประยุกต์ใช้ได้เหมาะสมกับธุรกิจ เพื่อสร้างขีดความสามารถการแข่งขันและสร้างคุณภาพชีวิตที่ดี

21 กุมภาพันธ์ 2562 – ณ ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา: กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) โดย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จัดงานประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการพร้อมแสดงผลงานวิจัยใช้ได้จริง ในงาน “สวทช. – วิทย์สัญจร” (ภาคใต้) จังหวัดสงขลา ภายใต้แนวคิด “วิจัยเข้มแข็ง เสริมแกร่งภูมิภาค” เพื่อเผยแพร่ผลงานวิจัยของ สวทช. และเครือข่ายพันธมิตรออกสู่ทุกภาคส่วน ทั้งภาคการเกษตร การศึกษา ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และเอกชน เพื่อให้เกิดการนำงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ต่อยอดทั้งในเชิงพาณิชย์และสาธารณประโยชน์ โดยมี นายอำพล  พงศ์สุวรรณ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ผู้ว่าราชการจังหวัดในภาคใต้ หัวหน้าส่วนราชการ คณาจารย์ นักเรียน นักวิจัย ผู้แทนจากสภาอุตสาหกรรม หอการค้า ผู้ประกอบการ เกษตรกร และประชาชนกว่า 500 คนเข้าร่วมงาน

โดยได้รับเกียรติจาก นายอำพล พงศ์สุวรรณ  รองผู้ว่าราขการจังหวัดสงขลา ประธานในพิธี  โดยมี ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)กล่าวเปิดงาน “สวทช. – วิทย์สัญจร” ภายใต้แนวคิด “วิจัยเข้มแข็ง เสริมแกร่งภูมิภาค” จ.สงขลา และปาฐกถาพิเศษหัวข้อ“วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม พลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาค” ว่า สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) หน่วยงานในสังกัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มีบทบาทในการวิจัย พัฒนาเพื่อสร้างขีดความสามารถด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศ ซึ่งเป็นกลไกลสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศด้วยใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) สำหรับในปี 2562 นี้ สวทช. เดินหน้ามุ่งเน้นการวิจัย พัฒนา และนวัตกรรม เพื่อเสริมแกร่งสร้างผลกระทบทางสังคมและเศรษฐกิจของประเทศในวงกว้าง ทั้งในระดับหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด และภูมิภาคทั่วประเทศ ตามนโยบายของกระทรวงฯ ในการดำเนินงานโครงการ “บิ๊กร็อก” หรือโครงการที่มีผลกระทบสูงต่อประเทศ เพื่อสร้างความเข้มแข็งด้านเศรษฐกิจภายในประเทศ ด้วยการนำ วทน. ไปสู่ทุกกลุ่มเป้าหมาย พร้อมทั้งพัฒนาศักยภาพในสาขาอาชีพต่างๆ ทั้งในส่วนของวิทย์เพื่อธุรกิจ วิทย์เพื่อชุมชน และวิทย์สร้างคน

สำหรับผลงานสำคัญของ สวทช. ที่ได้ดำเนินการถ่ายทอด วทน. ในพื้นที่ภาคใต้ในรอบหนึ่งปีที่ผ่านมา ได้แก่ ด้านชุมชุน สวทช. นำ วทน. ถ่ายทอดและขยายผลด้านการเกษตรในพื้นที่ภาคใต้ เพื่อการบริหารจัดการข้าวแบบครบวงจร ได้แก่

– พื้นที่ จ. สงขลา ร่วมกับศูนย์ประสานงานกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีประจำภูมิภาค ภาคใต้ (ศวภ.3) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีให้กับเกษตรกรแกนนำในพื้นที่ จ. สงขลา 11 อำเภอ 13 กลุ่ม มีเกษตรกรเข้าร่วม 700  คน ดำเนินการผลิตเมล็ดพันธุ์ 1,000 ไร่ พื้นที่ปลูกข้าวเพื่อบริโภค 5,000 ไร่ โดยใช้สายพันธุ์ข้าวของชุมชนและคาดว่าจะได้รับผลผลิต 2,000 ตัน

– พื้นที่ จ.พัทลุง (บ้านคอกวัว และบ้านโคกฉิ่ง ต.ชัยบุรี อ.เมือง จ.พัทลุง) สนับสนุนให้เกษตรกรใช้สายพันธุ์ข้าวที่เหมาะสมกับพื้นที่ โดยใช้สายพันธุ์ข้าวหอมชลสิทธิ์ (ทนน้ำท่วม) ถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีร่วมกับการบริหารจัดการแปลง โดยดำเนินการจัดทำแปลงเรียนรู้ การผลิตเมล็ดพันธุ์พื้นที่ 11 ไร่ และแปลงปลูกข้าวสายพันธุ์หอมชลสิทธิ์ ในพื้นที่เกษตรกร 22 คน พื้นที่ 126 ไร่

– พื้นที่ จ.ปัตตานี โดย สวทช. ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาปัตตานี สำนักชลประทานที่ 17 กรมชลประทาน และเกษตรกรในพื้นที่ ต.ดอนรัก อ.หนองจิก จ. ปัตตานี ในการสนับสนุนใช้พันธุ์ข้าวหอมชลสิทธิ์ทนน้ำท่วมฉับพลันให้กับกลุ่มเกษตรกร จำนวน 1,000 กิโลกรัม ถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดี และการบริหารจัดการแปลง ได้ใช้การจัดการแบบเกษตรแปลงใหญ่ และการปลูกข้าวแบบใช้น้ำน้อย “ระบบการปลูกข้าวแบบเปียกสลับแห้ง” ได้ผลผลิตเฉลี่ย 750 กิโลกรัม/ไร่ ลดต้นทุนการผลิต และได้รับรางวัล WATSAVE AWARDS 2016 “การทำนาแบบใช้น้ำน้อย หรือการทำนาแบบเปียกสลับแห้ง” จาก International Commission on Irrigation and Drainage (ICID) ในการประชุมชลประทานโลกครั้งที่ 2 ปัจจุบันได้ผลิตข้าวอินทรีย์ “ข้าวเขื่อนปัตตานี” จำหน่ายใน จ. ปัตตานี และประเทศเพื่อนบ้าน

ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวเพิ่มเติมว่า สวทช. ยังได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตอาหารโคเนื้อ (อาหารผสมครบส่วน : TMR) ตามช่วงอายุโดยใช้วัสดุท้องถิ่น ดำเนินงานในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จ. นราธิวาส จ. ปัตตานี และ จ.ยะลา ให้กับเกษตรกร 200 ครอบครัว  โดยร่วมกับสหกรณ์มือนารอ จ.นราธิวาส และมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ ควบคุมและตรวจสอบคุณภาพอาหารที่ผลิตขึ้น ปัจจุบันมีการผลิตใช้ในกลุ่ม โดยมีศูนย์การผลิตอยู่ที่สหกรณ์ฯ บ้านฮูแตทูวอ และมีการติดตามผลและถ่ายทอดเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ สวทช. ได้สร้างความร่วมมือถ่ายทอดเทคโนโลยีการบริหารจัดการฟาร์มแบบครบวงจร ด้วยการถ่ายทอดเทคโนโลยีโรงเรือนเพาะปลูกและการบริหารจัดการแบบครบวงจรในพื้นที่ศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ต.ฉลอง อ. เมือง จ. ภูเก็ต รวมทั้งจัดตั้งฐานการเรียนรู้ 2 ฐาน ในการจัดการดิน ปุ๋ย น้ำ เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ให้กับชุมชนที่สนใจ และสร้างความร่วมมือกับสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง วิทยาเขตชุมพร ต.ชุมโค และ ต. ปะทิว อ. ปะทิว จ. ชุมพร ดำเนินการถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ด้าน Smart Farm ในพื้นที่ 5 ชุมชน เป็นต้น

อีกทั้งได้สร้างเศรษฐกิจชุมชนจากฐานชีวภาพ (BIOBANK) ซึ่ง สวทช. มีเครือข่ายพื้นที่ป่าฮาลาบาลา จ. นราธิวาส – ยะลา จัดทำฐานข้อมูลพันธุ์พืช BALA INFO ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้าน วทน. ด้วยการใช้เทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อโดยพันธุ์พืชบางส่วนนำกลับคืนสู่ป่า และพันธุ์พืชบางชนิด เช่น ดาหลาขาว นำไปปลูกแซมสวนยาง สร้างอาชีพผลิตไม้ดอกจำหน่ายในท้องถิ่น และส่งออกประเทศมาเลเซีย ตลอดจนการแปรรูปผลผลิต นอกจากนี้ยังมีการขยายผลองค์ความรู้ด้านการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อสู่โรงเรียนในพื้นที่เพื่อการเรียนการสอนแบบบูรณาการ รวมทั้งถ่ายทอดเทคโนโลยีการเลี้ยงสัตว์เพื่อเพิ่มอาหารโปรตีนให้กับชุมชน อีกทั้ง สวทช. ได้สร้างความร่วมมือกับศูนย์รวบรวมพันธุ์พืชระดับชุมชน เครือข่ายสินธุ์แพรทอง อ. ศรีนครินทร์ จ. พัทลุง เพื่อยกระดับการผลิตพืชสมุนไพรคุณภาพสูง โดยการถ่ายทอดทอดเทคโนโลยีโรงเรือนผลิตพืชสมุนไพรมูลค่าสูง การจัดเก็บ และใช้ประโยชน์พืชสมุนไพรอย่างยั่งยืนในชุมชน การผลิตพืชสมุนไพรปลอดโรค และมาตรฐาน GMP แปรรูปผลิตภัณฑ์

ส่วนด้านผู้ประกอบการ สวทช. ได้ให้การสนับสนุนเอสเอ็มอีผ่านโปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม หรือ ITAP ในภาคใต้ จำนวน 609 โครงการ คิดเป็น 15% ของโครงการทั่วประเทศ มีมูลค่าของโครงการรวมกว่า 270 ล้านบาท โดยภาคใต้ส่วนใหญ่เป็นโครงการด้านอุตสาหกรรมอาหารและเกษตรถึง 65%, ไม้และเครื่องเรือน 16% และธุรกิจบริการและท่องเที่ยว 3% เน้นการพัฒนาปรับกรุงกระบวนการผลิต และพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ซึ่งปี 2561 มีมูลค่าทางเศรษฐกิจเกิดขึ้นกว่า 912 ล้านบาท

ด้านการพัฒนากำลังคน ร่วมกับ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎนครศรีธรรมราช และ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ในการดำเนินงานโครงการที่สำคัญได้แก่ โครงการโรงประลองต้นแบบทางวิศวกรรม (Fabrication Lab) เพื่อพัฒนาทักษะความเป็นนวัตกรแก่เด็กและเยาวชนไทย ในโรงเรียน 19 แห่ง และวิทยาลัยเทคนิค 9 แห่ง โครงการมหาวิทยาลัยเด็ก โดย เชฟรอน Enjoy Science และ โครงการสื่อการสอนโปรแกรมมิ่งในโรงเรียน (Coding at School Powered by KidBright) มอบสื่อการสอน KidBright  ให้กับโรงเรียนในภาคใต้ทั้งหมด 200 แห่ง รวมทั้งมีการพัฒนาการเรียนการสอน ด้านสะเต็มศึกษาให้กับครูและนักเรียนในเครือข่ายรักษ์ป่าบาลา 22 โรงเรียน ตลอดจนพัฒนาทักษะด้าน 3D-Printing โดยจัดหาเครื่องพิมพ์ 3 มิติ แบบ Open Hardware มอบให้กับโรงเรียนด้อยโอกาสในภาคใต้ 6 โรงเรียน มีเยาวชนเข้าร่วมในกิจกรรมทั้งหมดมากกว่า 20,000 คน ทั้งนี้ในปีงบประมาณ 2561 ที่ผ่านมา สวทช. สนับสนุนทุนการศึกษาให้กับนักศึกษาในมหาวิทยาลัยดังกล่าว ที่ทำงานวิจัยร่วมกับนักวิจัย สวทช. และภาคอุตสาหกรรม รวม 12 ทุน

________________________________________________________________________


       


________________________________________________________________________


   
   
   

ข่าวล่าสุดประจำวันนี้

สวทช. ดันงานวิจัย เสริมแกร่งภาคใต้ ในงาน “สวทช.– วิทย์สัญจร” จ.สงขลา