เชฟรอน-สถาบันเศรษฐกิจพอเพียง-สจล. เดินหน้าโครงการตามรอยพ่อฯ ปี5 จัดกิจกรรม “เอามื้อสามัคคี” ครั้งที่ 3 จ.อุดรธานี ขยายผลสำเร็จของการจัดการน้ำจาก ลุ่มน้ำป่าสัก สู่ลุ่มน้ำชี

เมื่อ: เสาร์, ต.ค., 2017

เชฟรอน-สถาบันเศรษฐกิจพอเพียง-สจล. เดินหน้าโครงการตามรอยพ่อฯ ปี5 จัดกิจกรรม “เอามื้อสามัคคี” ครั้งที่ 3 จ.อุดรธานี ขยายผลสำเร็จของการจัดการน้ำจาก ลุ่มน้ำป่าสัก สู่ลุ่มน้ำชี

          บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด ผนึกกำลัง สถาบันเศรษฐกิจพอเพียง มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ และสถาบันพระจอมเกล้าเจ้าคุฯทหารลาดกระบัง (สจล.) เดินหน้าจัดกิจกรรม “เอามื้อสามัคคี” ครั้งที่ 3  ณ พื้นที่ของนายแสวง ศรีธรรมบุตร เครือข่ายโครงการฯ แห่งลุ่มน้ำชี เกษตรบ้านนาเรียง ผู้พลิกฟื้นผืนดินจากที่เป็นดินลูกรัง จนเป็นพื้นที่เขียวขจีอุดมสมบูรณ์ตามแนวทางศาสตร์พระราชา ตามแนวพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สู่การลงมือปฏิบัติ และขับเคลื่อนความสำเร็จของโครงการฯ จากลุ่มน้ำป่าสักสู่ลุ่มน้ำอื่นๆ ด้วยความม่งมั่นในการแก้ปัญหาน้ำท่วม-น้ำแล้ง อย่างยั่งยืน

นายไพโรจน์ กวียานันท์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด

          นายไพโรจน์  กวียานันท์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด แกนนำภาคเอกชนในการขับเคลื่อนโครงการฯ กล่าวว่า “จากจุดเริ่มต้นในการฟื้นฟูลุ่มน้ำป่าสัก วันนี้โครงการฯ ได้ขยายผลการแก้ไขปัญหาระดับลุ่มน้ำอย่างมีส่วนร่วมไปเกือบทั่วทุกลุ่มน้ำในประเทศไทยแล้ว ด้วยความร่วมแรงร่วมใจจากทุกภาคส่วน โดยโครงการฯ ในปีที่ 5 ได้ดำเนินงานภายใต้แนวคิด ’แตกตัวทั่วไทย   เอามื้อสามัคคี’ มีเป้าหมายจัดกิจกรรมตามแนวคิด  ‘โคก หนอง นา’ โมเดล ใน 4 พื้นที่ ให้เป็นตัวแทนในแต่ละภาค โดยครั้งแรกจัดขึ้นที่พื้นที่แปลงเกษตรสาธิต คณะเทคโนโลยีการเกษตร สจล. ตัวแทนภาคกลาง เพื่อสร้างแหล่งเรียนรู้สำหรับการทำเกษตรในเมือง ครั้งที่ 2 จัดขึ้นที่ จ.ราชบุรี ตัวแทนภาคตะวันตก เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการขับเคลื่อนโครงการฯ สู่ลุ่มน้ำแม่กลอง ที่ได้แตกตัวและขยายผลต่อเนื่องจาก 16 รายมาเป็น 30 ราย สำหรับครั้งที่ 3 ซึ่งก็คือกิจกรรมที่ จ.อุดรธานี อยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นการขับเคลื่อนโครงการฯ สู่ลุ่มน้ำชี ส่วนครั้งสุดท้ายจะไปที่ จ.เชียงใหม่ ในภาคเหนือ ทั้งนี้ ก็เพื่อสร้างตัวอย่างความสำเร็จในพื้นที่ที่มีความยากลำบากให้เห็นในแต่ละพื้นที่ และเป็นการพิสูจน์ว่าศาสตร์พระราชานั้นช่วยแก้ปัญหาต่างๆ ได้จริง และจะเป็นหนทางสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน สามารถพึ่งพาตนเองได้”

จากซ่าย : นายไพโรจน์ กวียานันท์ / ดร.วิวัฒน์  ศัลยกำธร / ผศ.พิเชฐ โสวิทยสกุล

          ดร.วิวัฒน์  ศัลยกำธร  ประธานมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ และสถาบันเศรษฐกิจพอเพียง กล่าวว่า “โครงการฯ ในปีที่ 5 นี้ เรานำภารกิจของการ ‘เอามื้อสามัคคี’ หรือ การลงแขกตามประเพณีดั้งเดิมของคนไทยมาเป็นกลวิธีในการขับเคลื่อน เพื่อประสานความสามัคคี เชื่อมโยงเครือข่ายต่างๆ เข้าไว้ด้วยกัน นอกจากนี้ ยังเป็นการแลกเปลี่ยนความรู้จากการปรับปรุงพื้นที่ตามแนวทางศาสตร์พระราชาในสภาพภูมิสังคมที่แตกต่างกันสอดคล้องกับแนวคิดหลัก ‘แตกตัวทั่วไทยเอามื้อสามัคคี’ ที่จ.อุดรธานี ในครั้งนี้ ก็เป็นการ ‘แตกตัว’ ของโครงการฯ ที่ขยายผลจากลุ่มน้ำชี โดยกิจกรรมมี 2 ส่วน ส่วนแรกเป็นกิจกรรมเอามื้อสามัคคีในพื้นที่ของนายแสวง  ศรีธรรมบุตร เกษตรกรแห่งบ้านนาเรียง ด้วยการปลูกต้นดาวเรืองเป็นรูปเลขเก้าไทย (๙) เพื่อเทิดพระเกียรติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ผู้พระราชทานแนวทางศาสตร์พระราชาแก่เกษตรกรไทย รวมถึงมีการปลูกป่า 3 อย่างประโยชน์ 4 อย่าง การปลูกหญ้าแฝก และการหยอดเมล็ดถั่วเขียว ส่วนที่สอง เป็นกิจกรรมเอามื้อโดยร่วมกันทำฝายและซ่อมคันกั้นน้ำที่เสียหายจากพายุฝนที่คลองประชารัฐในพื้นที่เครือข่ายสภาคริสตจักรนาเรียงอีกด้วย”

          ผศ.พิเชฐ โสวิทยสกุล คณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สจล. หนึ่งในภาคีเครือข่ายภาควิชาการที่ร่วมออกแบบในหลายพื้นที่ของโครงการฯ กล่าวว่า “คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สจล. ได้เข้าร่วมโครงการฯ ด้วยการร่วมให้คำแนะนำและสอนวิธีการออกแบบพื้นที่ทำการเกษตรของเครือข่ายและประชาชนที่สนใจตามแนวทางศาสตร์พระราชาในรูปแบบ ‘โคก  หนอง  นา โมเดล’ โดยคำนึงถึงขนาดของพื้นที่ ลักษณะภูมิประเทศ ภูมิอากาศ สภาพของดิน รวมถึงความต้องการ และกำลังทุนทรัพย์ของเจ้าของพื้นที่ ทำให้เกิดการยอมรับเป็นวงกว้างในแนวทางการจัดการน้ำที่สามารถทำได้ด้วยตนเอง โดยมุ่งหวังให้แต่ละพื้นที่สามารถเก็บน้ำฝนที่ตกลงมาไว้ให้ได้ 100% นอกจากนั้น สจล. ยังต่อยอดทำโครงการวิจัย ‘การออกแบบเชิงภูมิสังคมไทย การติดตามและประเมินผลเพื่อบริหารจัดการน้ำชุมชนอย่างมีส่วนร่วม’ ขึ้นในนาม ‘ศูนย์บูรณาการเทคโนโลยี เพื่อการแก้ไขปัญหาประเทศ สจล .(ITOKmitl) ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากเชฟรอนตั้งแต่เดือนตุลาคมปีที่ผ่านมาเพื่อจัดเก็บข้อมูลที่เป็นระบบและและเป็นมาตรฐานในทางวิชาการ ใน 3 พื้นที่ คือ จังหวัดลำปาง จังหวัดอุดรธานี และจังหวัดตาก รวม 300 ไร่ โดยบ้านนาเรียง จ.อุดรธานี นั้น คือ หนึ่งในพื้นที่เป้าหมายของโครงการวิจัยฯ จึงได้จัดแสดงวิธีการจัดเก็บตัวอย่างดิน น้ำ และการตรวจวัดสภาพอากาศ รวมทั้งเก็บภาพถ่ายทางอากาศ เพื่อแสดงให้เห็นว่างานวิจัยชิ้นนี้ มีการจัดเก็บข้อมูลทั้งในเชิงคุณภาพและปริมาณที่ครอบคลุมทุกประเด็นสำคัญ ซึ่งจะช่วยยืนยันความสำเร็จของทฤษฎีการจัดการทรัพยากร ตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในการแก้ไขปัญหาครบทุกมิติได้”

          ด้าน นายแสวง  ศรีธรรมบุตร เครือข่ายโครงการฯ แห่งลุ่มน้ำชี เกษตรกรผู้พลิกฟื้นผืนดินที่เป็นหิน ให้กลายเป็นพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์ จนได้รับฉายา “ลุงแสวงผู้มั่งคั่ง (ความสุข) แห่งลำน้ำปาว” ซึ่งเป็นลำน้ำสาขาสำคัญของแม่น้ำชี กล่าวว่า “ผมเคยหมดหวังกับที่ดินของตัวเอง เพราะเป็นดินลูกรัง ปลูกอะไรก็ไม่ขึ้น ถึงขนาดมีคนพูดว่าถ้าที่ดินลุงแสวงปลูกได้ ประเทศไทยก็ไม่จนหรอก เคยประกาศขายที่ราคาถูกก็ไม่มีใครซื้อ จึงไปอบรมเรื่องศาสตร์พระราชาที่ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง พอกลับมาเป็นบ้านนาเรียง รู้สึกร้อนวิชา นอนไม่หลับ ลุกขึ้นมาตั้งแต่ตีสี่เพื่อไปขุดดินด้วยมือเปล่า เพราะที่ดินเป็นหินไม่สามารถขุดด้วยจอบได้ พอดีมีคนต้องการดินลูกรังเพื่อไปทำถนน เลยให้เขาขุดไปฟรีๆ แลกกับขุดบ่อน้ำให้ 9 บ่อ เพราะแต่ก่อนไม่รู้ว่าต้องเก็บน้ำอย่างไร เวลาฝนตกได้แต่มองดูน้ำไหลไปหมดภายในเวลาแค่ 30 นาที หลังจากนั้นเริ่มทำตามศาสตร์พระราชา ใช้เวลาแค่ปีกว่าจากผืนดินที่เป็นหินดินดานปลูกอะไรก็ตาย สามารถปลูกพืชผัก ผลไม้ ได้อุดมสมบูรณ์ มีปลาเต็มบ่อ แม้แต่สตรอเบอรี่ยังสามารถปลูกได้ในเดือนเมษายน ที่สำคัญครอบครัวได้กลับมาอยู่อย่างพร้อมหน้าพร้อมตากับลูกชาย ลูกสะไภ้ เป็นครอบครัวที่อบอุ่นอีกครั้ง และในอนาคตก็หวังจะพัฒนาพื้นที่แห่งนี้ให้เป็นศูนย์ศึกษาการพัฒนาการเกษตร เพื่อแบ่งปันและแลกเปลี่ยนความรู้ให้แก่ผู้ที่สนใจต่อไป”

          ทั้งนี้ กิจกรรม ‘เอามื้อสามัคคี’ ในครั้งนี้ มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมจากทั่วประเทศกว่า 300 คน ได้แก่ เครือข่ายเอามื้อสามัคคีสภาคริสตจักรในประเทศไทย เครือข่ายชาวนาธรรมชาติธรรมธุรกิจ  เยาวชนกสิกรรมธรรมชาติและคณะอาจารย์คณะเทคโนโลยีการเกษตร สจล. เครือข่ายลุ่มน้ำป่าสัก เครือข่ายลุ่มน้ำแม่กลอง กลุ่มอบรมออกแบบพื้นที่ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สจล. (รุ่นที่ 1) กลุ่มลูกรัชดาโรงเรียนละหานทรายรัชดาภิเษกจังหวัดบุรีรัมย์  กลุ่มเยาวชนโรงเรียนบ้านโป่งเกตุจังหวัดสระบุรี  อาจารย์และนักศึกษาคณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี  เครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติ แลหะผู้ที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรมสมัครผ่านทางเฟซบุ๊กของโครงการฯ

           อนึ่ง โครงการ “พลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน”  ปี 5 ยังคงเดินหน้าเผยแพร่องค์ความรู้เกี่ยวกับศาสตร์พระราชาและภูมิปัญญาท้องถิ่น สู่การลงมือปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง ผ่านกิจกรรม “เอามื้อสามัคคี” ในอีก 1 พื้นที่โดยกิจกรรมครั้งถัดไปจะจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 4-5 พฤศจิกายน 2560 ที่วัดบรมธาตุดอยผาส้ม ต.ยั้งเมิน  อ.สะเมิง  จ.เชียงใหม่ ต้นแบบความสำเร็จของ “บวช” ตามแนวพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ผู้ที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดกิจกรรมได้ทาง www.facebook.com/ajourneyinspiredbytheking

       

 

 

   

การกิจการเอามื้อสามัคคีในครั้งนี้ แบ่งออกเป็น 2 ส่วนกิจกรรม คือ

-กิจกรรมที่ 1 พื้นที่โคก หนอง นา โมเดล นายแสวง ศรีธรรมบุตร

  1. ปลูกป่า 3 อย่างประโยชน์ 4 อย่าง เพื่อรักษาความชุ่มชื้นด้วยการห่มดิน แห้งชาม น้ำชาม (ปุ๋ยแป้ง ปุ๋ยน้ำ) ด้วยแนวคิดการเลี้ยงดินให้ดินเลี้ยงพืช
  2. ปลูกแฝก เพื่อป้องกันการพังทลายของหน้าดิน
  3. หยอดเมล็ดถั่วเขียว
  4. ปลูกต้นดาวเรืองเป็นรูปเลข ๙ เพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช

-จุดกิจกรรมที่ 2 พื้นที่เครือข่ายสภาคริสตจักรนาเรียง

  1. ทำฝายและซ่อมคันกั้นน้ำคลองประชารัฐที่พังทลายเพราะพายุฝน เพื่อเพิ่มความแข็งแรงด้วยวัสดุในพื้นที่
  2. การทำแซนวิชปลา (คลังเสบียงปลา) เป็นการทำแหล่งเสบียงอาหารให้กับปลาในร่องน้ำในนาข้าว โดยใช้ไม้ไผ่สานเป็นลอม (เสวียน) ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 50 ซม. และใส่ฝางสลับกับขี้วัวเป็นชั้นๆ จนเต็มลอมเหมือนแซนวิช เมื่อฝางกับขี้วัวผสมกันแช่น้ำอยู่เป็นเวลานานเป็นแหล่งสร้างไรแดงเพื่อเป็นอาหารของสัตว์น้ำ

3.การตรวจวิเคราะห์ ดิน น้ำ อากาศ เพื่อวิเคราะห์ค่าความเป็นกรด-ด่าง ปริมาณไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียมในดิน เพื่อประเมินความอุดมสมบูรณ์ของดินเบื้องต้น สามารถแบ่งระดับความอุดมสมบูรณ์ของดินเป็น 3 ระดับ คือ ต่ำ ปานกลาง และสูง ซึ่งใช้ประกอบในการจัดการบำรุงดินอย่างถูกต้อง เหมาะสม และลดค่าใช้จ่ายจากการใส่ปุ๋ยเกินความจำเป็น ซึ่งเป็นการดำเนินงานตามโครงการวิจัย “การออกแบบเชิงภูมิสังคมไทย การติดตามและประเมินผลเพื่อบริหารจัดการน้ำชุมชนอย่างมีส่วนร่วม”ของ “ศูนย์บูรณาการเทคโนโลยีเพื่อการแก้ไขปัญหาประเทศ สจล.” (ITOKmitl) ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากเชฟรอน เพื่อจัดเก็บข้อมูลที่เป็นระบบและเป็นมาตรฐานในทางวิชาการ ใน 3 พื้นที่ คือ จังหวัดลำปาง จังหวัดอุดรธานี และจังหวัดตาก รวม 300 ไร่ ซึ่งจะช่วยยืนยันความสำเร็จของทฤษฎีการจัดการทรัพยากรตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในการแก้ไขปัญหาครบทุกมิติ

ลุงแสวง : ผู้มั่งคั่ง (ความสุข) แห่งลำน้ำปาว 

          นายแสวง ศรีธรรมบุตร หรือ ลุงแสวง ผู้พลิกฟื้นผืนดินจากพื้นที่เป็นดินปนหิน หรือ ดินลูกรัง จนเป็นพื้นที่เขียวขจีอุดมสมบูรณ์ตามแนวทาง “ศาสตร์พระราชา” ลุงแสวงเคยหมดหวังกับที่ดินของตัวเอง เพราะเป็นดินลูกรังปลูกอะไรก็ไม่ขึ้น ถึงขนาดมีคนพูดว่า ถ้าที่ดินลุงแสวงปลูกได้ ประเทศไทยก็ไม่จนหรอก กระทั่งเคยประกาศขายที่ในราคาถูกก็ไม่มีใครซื้อ จึงไปอบรมเรื่องศาสตร์พระราชาที่ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง พอกลับมาเป็นบ้านนาเรียง รู้สึกร้อนวิชา นอนไม่หลับ ลุกขึ้นมาตั้งแต่ตีสี่เพื่อไปขุดดินด้วยมือเปล่า เพราะที่ดินเป็นหินไม่สามารถขุดด้วยจอบได้ พอดีมีคนต้องการดินลูกรังเพื่อไปทำถนน เลยให้เขาขุดไปฟรีๆ แลกกับขุดบ่อน้ำให้ 9 บ่อ เพราะแต่ก่อนไม่รู้ว่าต้องเก็บน้ำอย่างไร เวลาฝนตกได้แต่มองดูน้ำไหลไปหมดภายในเวลาแค่ 30 นาที หลังจากนั้นเริ่มทำตามศาสตร์พระราชา ใช้เวลาแค่ปีกว่าจากผืนดินที่เป็นหินดินดานปลูกอะไรก็ตาย สามารถปลูกพืชผัก ผลไม้ ได้อุดมสมบูรณ์ มีปลาเต็มบ่อ แม้แต่สตรอเบอรี่ยังสามารถปลูกได้ในเดือนเมษายน ที่สำคัญครอบครัวได้กลับมาอยู่อย่างพร้อมหน้าพร้อมตากับลูกชาย ลูกสะไภ้ เป็นครอบครัวที่อบอุ่นอีกครั้ง และในอนาคตพื้นที่แห่งนี้จะพัฒนาเป็นศูนย์ศึกษาการพัฒนาการเกษตรแบบบ้านๆ โดยฉายา ลุงแสวงผู้มั่งคั่ง จึงมาจากคำว่า “มั่งคั่งความสุข” นั่นเอง

          ด้าน วรวัฒน์ ศรีธรรมบุตร (วัฒน์)ลูกชายลุงแสวง จากอดีตโปรแกรมเมอร์ ทิ้งเงินเดือนเกือบ 4 หมื่นบาท ทิ้งชีวิตในเมืองหลวงกลับมาช่วยที่บ้านทำการเกษตรตามศาสตร์พระราชา ท่ามกลางการไม่เห็นด้วยของภรรยา เพราะไม่อยากลำบาก ไม่ชอบการเกษตร กังวลถึงความอยู่รอด จึงทะเลาะกันอย่างหนัก แรกๆ วัฒน์จึงกลับมาบ้านนาเรียงก่อน แล้วพยายามทำให้ภรรยาเห็นว่า อยู่ที่นี่แล้วมีความสุข ไม่มีหนี้ไม่ต้องใช้เงินซื้ออาหาร เพาะเมล็ดพันธุ์ขาย ลูกค้ามาซื้อถึงที่เพราะไม่ใช้สารเคมี ชีวิตกลับมามีความสุขกับครอบครัวที่อยู่กันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา สมดังการรอคอยเป็นเวลากว่า 10 ปีของลุงแสวงผู้เป็นพ่อ ที่เฝ้าอ้อนวอนขอให้ลูกชายกลับมาอยู่ด้วยกันเป็นครอบครัวที่อบอุ่นอีกครั้ง เรียกได้ว่า “ศาสตร์พระราชา” ทำให้ครอบครัวกลับมาสมบูรณ์อีกครั้ง

 

________________________________________________________________________


       


________________________________________________________________________


   
   
   

ข่าวล่าสุดประจำวันนี้

เชฟรอน-สถาบันเศรษฐกิจพอเพียง-สจล. เดินหน้าโครงการตามรอยพ่อฯ ปี5 จัดกิจกรรม “เอามื้อสามัคคี” ครั้งที่ 3 จ.อุดรธานี ขยายผลสำเร็จของการจัดการน้ำจาก ลุ่มน้ำป่าสัก สู่ลุ่มน้ำชี