อาสาดับไฟใต้ (ตอนที่ 93) “เมื่อสิ้นเสียงระเบิด…สิ่งที่ตามมาคือคุกตะราง”

เมื่อ: จันทร์, มี.ค., 2015

อาสาดับไฟใต้ (ตอนที่ 93) “เมื่อสิ้นเสียงระเบิด…สิ่งที่ตามมาคือคุกตะราง”

150330-7-1

เมื่อเย็นวานนี้ ลงเรือนอนที่ท่าเรือบ้านดอน (สุราษฎร์ธานี) เรือออกเวลาตีสิบ หลับในเรือมาตื่นอีกทีหกโมงเช้า ที่ท่าเรือเกาะเต่า อากาศดีมากมีทั้งคนไทยและชาวต่างชาติสะพายเป้แย่งกันขึ้นจากเรือ เพื่อจะเดินทางไปหาที่พักจะเป็นบังกะโล เก็สเฮาส์ แล้วแต่กำลังทรัพย์ ยามเช้าเกาะเต่า ผู้คนคึกคัก แต่ “ลิงขาว” ยังไม่ลืมเหตุการณ์ที่สองนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษถูกฆ่าตาย ที่หน้าหาดทรายรี เพราะปกติ “ลิงขาว” ต้องเดินทางไฟไหว้องค์เสด็จพ่อ รัชกาลที่ 5 ที่ประทับยืนอยู่หน้าหาดทรายรี เป็นประจำเมื่อเดินทางมาเกาะเต่า เพื่อรำลึกในพระกรุณาธิคุณ ที่พระองค์ทรงกระทำทุกวิถีทางเพื่อให้ “สยาม” ยังคงเป็น “สยาม” และมีแผ่นดินให้ลูกหลานได้อยู่อาศัยทำกิน หลายคนร่ำรวยจากแผ่นดินพระองค์ท่านแต่ไม่เคยสำนึกในพระกรุณาธิคุณ เก็บค่าที่พักแพงๆ บุกรุกที่ชายทะเล บุกรุกที่เป็นป่าเป็นเขาต้นน้ำ เพราะความโลภ ความเห็นแก่ตัว ถึงกับมีการแย่งชิง ฆ่ากันตายก็มีมาแล้วแต่ก็ไม่มีคดีใดดังเท่ากับคดีที่สองนักท่องเที่ยว ถูกฆ่าตายความดังข้ามโลก ผลของอนิสงฆ์ จากคดีนี้ทำให้สถานีตำรวจภูธรย่อยเกาะเต่าได้ได้รับอนิสงฆ์ ยกระบบเป็น “สถานีตำรวจภูธรเกาะเต่า” เต็มตัวมีหน้าสถานีเป็นตำแหน่งสารวัตรใหญ่ คือยศพันตำรวจโท ตำแหน่งรองผู้กำกับส่วนคดีความ “ลิงขาว” ก็ไม่รู้ว่าตอนนี้ไปถึงไหนแล้วคงเป็นหน้าที่ของผู้รักษาความยุติธรรม….ว่ากันไป

แต่เรื่องที่ “ลิงขาว” ขอนำเสนอในอาสาดับไฟใต้ตอนนี้คือเรื่อง ของคดีคนร้ายวางระเบิดหน้าราม9 ซอย 43/1 เมื่อปี พ.ศ.56 เป็นคดี 814 ศาลอาญา เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2558 ศาลนัดฟังคำพิพากษา คดีที่พนักงานอัยการพิเศษ ฝ่านคดีอาญาเป็นโจทย์ฟ้องนายอัฟฟาฮัม สะอะ จังหวัดปัตตานี นายอิคลิส สะตาปอ จังหวัดนราฯ นายคัมภีร์ ราเต๊ะ จังหวัดปัตตานีจำเลยที่ 1-4 ในฐานความผิดร่วมกันพยายามฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน กระทำการให้เกิดระเบิดเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่ทรัพย์ของผู้อื่น ร่วมกันทำและมีวัตถุระเบิดไว้ในครอบครองโดยฝ่าฝืนกฎหมาย ร่วมกันพกพาอาวุธไป ในเมืองหมู่บ้านโดยไม่มีเหตุสมควรชั้นสอบสวนจำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพ แต่ให้การปฏิเสธในชั้นศาล

150330-7-2

เหตุเกิดเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2556 จำเลยทั้งสี่ได้ร่วมกันประกอบวัตถุระเบิดแสวงเครื่องแล้วนำไปวางไว้บริเวณ จุดทิ้งขณะหน้าร้านตัดผมออกัส ซอยรามคำแหง 43/1 แขวงหัวหมากเขตบางกะปิ กทม. ระเบิดทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 7 ราย และร้านแพงลอยเสียหายเป็นเงิน 402,000 บาท  จากคำพิพากษา 1 จำเลยเดินทางโดยรถไฟจากจังหวัดยะลามาลงที่สถานีหัวลำโพง กรุงเทพนำระเบิดบรรจุกระป๋องแป้งมาด้วย ต่อมาเมื่อวันที่ 25 พ.ย. 56 จำเลยไปซื้อตะปู ท่อน้ำพีวีซี สีโป๊ แอลกอฮอล์ นาฬิกาตั้งเวลา ที่ร้านค้าหน้ารามคำแหงหลังเกิดเหตุหลบหนีกลับจังหวัดยะลา  ศาลพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนให้จำคุกจำเลยทั้งสี่ตลอดชีวิตฐานความผิดพกพาอาวุธไปในเมืองหมู่บ้าน ปรับ 90 บาท แต่คำให้การเป็นประโยชน์ต่อรูปคดี มีเหตุให้บรรเทาโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกจำเลยทั้งสี่ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นคนละ 33 ปี 4 เดือน ฐานพกพา อาวุธไปในเมืองหมู่บ้านปรับ 60 บาทแต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงให้ จำคุกจำเลยทั้งสี่ไว้สูงสุดตามกฎหมาย กำหนดโทษ 50 ปี ริมของกลางรวมทั้งจำเลยทั้งสี่ชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ได้รับบาดเจ็บร้านค้าและหน่วยงานของรัฐที่ได้รับความเสียหาย

สุดท้ายศาลสั่งจำคุกจำเลยทั้งสี่ที่วางระเบิดหน้าราม คนละ 50 ปี นี่คือผลกรรมของนักสู้ป่วนใต้แต่บังอาจออกนอกพื้นที่ไปป่วนถึงกรุงเทพฯ ที่ไม่มีใครช่วยเป็นพยานเท็จ ไม่มีใครช่วยปิดบัง ไม่เหมือนเมื่อมีเหตุใน 3 จังหวัด หลุดคดีไปมากมาย มันเป็นความเป็นธรรมหรือ ความยุติธรรม ถ้าคดีนี้เจ้าพนักงานได้ดำเนินการด้วยความถูกต้อง ฝ่ายรัฐต้องสร้างผลงานทำคนผิดมาลาโทษ กฎหมายต้องปกป้องคนดี คิดแบ่งแยกแผ่นดินก็ผิดแล้ว ยังวางระเบิดทำร้ายคนบริสุทธิอีก นี้มันเป็นพฤติกรรมของพวก “นอกศาสนา” เมื่อสิ้นเสียงระเบิด เสียงคุก!!…คุก!!…คุก!! ก็ดังสนั่น, คือความเป็นธรรมให้คนปลายด้ามขวาน คืองาน “ดับไฟใต้” ของ คสช. ยุคนายกรัฐมนตรี ประยุทธ์ จันทร์โอชา ตายหนึ่ง เกิดสิบ ฝ่ายตรงข้ามแต่ตายหนึ่ง เกิดร้อย คือฝ่ายรัฐดูไป….. “ไฟใต้” จะจบอย่างไร?

พงษ์เศรษฐ์  ตุลิตะธรรม “ลิงขาว”

________________________________________________________________________


       


________________________________________________________________________


   
   
   

ข่าวล่าสุดประจำวันนี้

อาสาดับไฟใต้ (ตอนที่ 93) “เมื่อสิ้นเสียงระเบิด…สิ่งที่ตามมาคือคุกตะราง”